ปล่อยผี ในช่วง COVID-19 ตามมาตรการใหม่ของทาง ประเทศอินโดนีเซีย

Spread the love

ปล่อยผี ในช่วง COVID-19 ตามมาตรการใหม่ของทาง ประเทศอินโดนีเซีย ในช่วงของการแพร่ระบาดของ เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019  ทำให้ทางรัฐบาลหลายๆประเทศ ต้องออกมาตรการอยู่บ้านเพื่อเป็นการยับยั้งการแพร่ระบาด แต่ก็ยังมีหลายๆคนที่ยังคงมีการฝ่าฝืนมาตรการอยู่บ้าน อย่างในกรณีของหมู่บ้าน เคปูห์  หมู่บ้านเล็ก ๆ บนเกาะชวา ของประเทศอินโดนีเซีย ที่ประชาชนยังคงไม่ตระหนักถึงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 และต้องการที่จะใช้ชีวิตตามปกติ

ดังนั้น ทางหมู่บ้านจึงได้ทำการคิดค้นหาวิธีการที่จะทำให้ประชาชนหันมาอยู่บ้านในตอนเวลากลางคืน เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โดยอาศัยสิ่งลี้ลับอย่าง “ ผี ” หรือที่ชาวอินโดนีเซียนั้นเรียกว่า  “ Pocong ” ซึ่งเป็นผีจะห่อตัวอยู่ในผ้าขาว ประแป้งไปทั่วใบหน้าและมีเปลือกตาสีดำ ซึ่งตามความเชื่อของชาวอินโดนีเซีย ผีชนิดนี้นั้นก็คือวิญญาณที่ไม่ยอมไปผุดไปเกิด  นั่นเอง

วิธีการแก้ปัญหาคนที่ฝ่าฝืนมาตรการอยู่บ้าน หยุดเชื้อนั้นไม่ยาก แค่ให้อาสาสมัครแต่งกายเป็นผี เพื่อให้ทุกๆคนกลัวและไม่กล้าออกจากบ้านนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกๆของการรณรงค์นั้น ผู้คนกลับยังไม่กลัวแต่อย่างใด แถมยังออกมาจากบ้านเพื่อที่จะดูเจ้าผีตัวนั้นอีกด้วย

แม้จะไม่ได้ผลภายในช่วงแรกๆ แต่ในที่สุดนั้น กลยุทธ์นี้ก็ประสบความสำเร็จ เนื่องจากว่า ชาวบ้านเริ่มเกรงกลัว เพราะไม่รู้ว่าผีจะปรากฎตัวเมื่อไรนั่นเอง  “ ตั้งแต่มี Pocong พ่อแม่และเด็กๆ ก็ไม่กล้าออกจากบ้านเลย แล้วคนที่อยู่ภายในหมู่บ้านนั้น ก็ไม่จับกลุ่มคุยกันบนถนนหลังจากสวดมนต์ตอนค่ำเสร็จนั้น ” การ์โน สุปัดโม ชาวบ้านที่อาศัยภายในหมู่บ้านนี้

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี โจโก วีโดโด ได้ทำการประกาศเพื่อเป็นการต่อต้าน การล็อกดาวน์ประเทศ เพื่อเป็นการยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนานั่นเอง แต่แนะนำให้ประชาชน รักษาระยะห่างทางสังคมและรักษาความสะอาดแทน อย่างไรก็ตาม ด้วยจำนวนของผู้ที่มีการติดเชื้อที่เพิ่มจพนวนสูงขึ้นของประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชีย ทำให้บางชุมชมของประเทศอินโดฯ เช่น หมู่บ้านเคปูห์ตัดสินใจใช้มาตรการของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการใช้    “ ผี ” มาเป็นเครื่องมือที่ทำให้ประชาชนอยู่ภายในบ้านเวลาตอนกลางคืน มาตรการล็อกดาวน์และจำกัดการเดินทางของคนที่อยู่ภายในหมู่บ้าน อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ประเทศอินโดฯ มีจำนวนของผู้ติดเชื้อสะสมแล้ว ประมาณ  4,557 ราย เสียชีวิตแล้ว ประมาณ  399 ราย และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มจำนวนสูงขึ้นอีกด้วยนั่นเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *